May 102013
 

นิทานพื้นบ้านภาคใต้,รวมนิทานพื้นบ้านภาคใต้,พื้นบ้านภาคใต้,นิทานพื้นบ้านของภาคใต้,นิทานพื้นบ้านจังหวัดปัตตานี,หานิทาน,รวมนิทานสั้น,นิทานพื้นบ้านภาคใต้ สั้นๆ,นิทานพื้นบ้านภาคใต้ทั้งหมดนิทานพื้นบ้านภาคใต้จังหวัดพัทลุง,นิทานพื้นบ้านภาคกลาง,นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ,นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน,นิทานพื้นบ้านภาคตะวันออก,นิทานพื้นบ้านไทย,นิทานพื้นบ้าน,นิทาน

นิทานพื้นบ้านภาคใต้

 นิทานพื้นบ้านภาคใต้ เป็นเรื่องราว และตำนาน ที่เกิดขึ้นในอดีต ซึ่งได้มีการจดบันทึก และบอกเล่าสืบทอดกันมานาน ซึ่งนิทานพื้นบ้านภาคใต้แต่ละเรื่อง ได้สอดแทรกแนวคิด และคติประจำใจ ให้ผู้อ่าน ได้มีความรู้ และแง่คิดที่ดีมากมาย โดยที่เนื้อหาส่วนใหญ่ของนิทานพื้นบ้านภาคใต้นั้น เป็นการบ่งบอกถึงภูมิประเทศ และลักษณะทางสังคม  การเป็นอยู่ การประกอบอาชีพ และการทำมาหากินของชาวใต้ได้อย่างชัดเจน เพื่อให้เพื่อนๆได้รับรู้ถึงเรื่องราวนิทานพื้นบ้านภาคใต้มากขึ้น เราไปดูนิทานพื้นบ้านภาคใต้กันเลยดีกว่า เพื่อนๆจะได้รู้ว่า นิทานแต่ละเรื่องนั้น น่าสนุกตื่นเต้นมากขนาดไหน…

 

แม่จ๋าแม่ แค่อ้อยเพียงลำเดียว

              เด็กหญิงกำพร้าคนหนึ่ง เธอชื่อ ซูไบดาต่อมาแม่มีสามีใหมและมีน้องชายเล็กๆอีกคนหนึ่งซูไบดาต้องเลี้ยงน้องขณะทพ่อแม่ไปทำนาก่อนออกจากบ้านพ่อเลี้ยงกำชับเธอเสมอว่าอย่ากินอ้อยเด็ดขาด พ่อจะเอาไว้ขายแต่วันหนึ่งน้องร้องอยากกินอ้อย ซูไบดา จึงตัดสินใจตัดอ้อยให้น้องกิน เมื่อพ่อแม่กลับถึงบ้าน ซูไบดาจึงเล่าความจริงให้ฟัง

พ่อเลี้ยงจึงไม่พอใจมาก ทุบตี ซูไบดา จนสลบ ทันใดนั้นได้มีพญานกตัวหนึ่งบินผ่านมา และเห็นเด็กหญิงนั่งร้องไห้อยู่หน้ากระท่อมพญานกจึงบินเข้าไปใกล้ๆ

“หนูร้องทำไมจ๊ะ”พญานกถาม

ซูไบดาผู้น่าสงสารจึงเล่าเรื่องของเธอให้ฟัง

ในที่สุดพญานกจึงว่า “หนูจะมีแต่ความสุขและมีอิสระเสรี”

พญานกจึงบันดาลให้ซูไบดาเป็นนกน้อยน่ารัก ตัวสีฟ้า ปีกสีชมพู จะงอยปากและขาสีแดง ขันขานไพเราะจับใจ

พญานกจึงนำนกน้อยบินไปบนท้องฟ้าอย่างเพลิดเพลินซูไบดาคิดถึงแม่เธอจึงบินมาที่กระท่อมช่วยเก็บฟืนตำข้าว ตักน้ำพร้อมกับถอดกำไลและตุ้มหูคืนให้แม่ เสร็จแล้วนกน้อยบินไปหาแม่ที่ในนา และไปเกาะที่กิ่งไม้ใกล้ๆแล้วเพลงว่า
“แม่รักอ้อยเพียงลำเดียวสำคัญใย น้องนอนในเปลน้อยเฝ้าคอยกิน

ตุ้มหูและกำไลในกระเชอ น้ำล้นเอ่อเต็มอ่างข้างบ่อหิน

เก็บไม้ฟืนมากล้นว่างบนดิน ข้าวเปลือกสินครกตำนำข้าวมา”

ขณะแม่กำลังทำนาอยู่ได้ยินเสียงนกร้องแม่จึงสังหรณ์ใจคิดถึงลูกสาวจึงชวนสามีกลับบ้านเมื่อมาถึงบ้านแม่ไม่เห็นซูไบดา แม่จึงตกใจเสียและร้องไห้ยิ่งเห็นกำไลและตุ้มหูแม่ยิ่งโศกเศร้าเป็นทวีวันหนึ่งพระราชาหนู่มออกล่าสัตว์ได้ยินเสียงนกน้อยซูไบดา

รูปร่างสวยงามและร้องเพลงไพเราะ

จึงสั่งให้ทหารจับนกน้อยใส่กรงวันหนึ่ง พระราชาได้ยินเสียงนกร้องเพลงว่า

“จิ๊บ จิ๊บ จิ๊บ ฉันไม่ยอมอยู่ในกรงไม้ ฉันจะอยู่ในกรงเหล็ก

ฉันไม่อยู่ในกรงเหล็ก ฉันจะอยู่ในกรวงเงิน

ฉันไม่อยู่ในกรงเงิน ฉันจะอยู่ในกรงนาก

ฉันไม่อยู่ในกรงนาก ฉันจะอยู่ในกรงทอง”

พระราชาจึงเปลี่ยนกรงไม่ไผ่เป็นกรงทองฝังเพชร นกน้อยดูร่าเริง ร้องเพลงเสียงพเราะวันหนึ่งตพระราชาตกพระทัย เมื่อมาดูนกน้อยปรากฏตัวเป็นหญิงสาวสวยดังนางฟ้านั่งอยู่ในกรงนกซูไบดาจึงกราบทูลว่าเธอได้รับการเนรมิตด้วยอำนาจพญา

นกเลยกลายเป็นนกน้อง บัดนี้อำนาจมนต์พญานกเสื่อมหมดแล้วเธอจึงกลับกลายเป็นคนดังเดิมพระราชาเอาปีกและหางนกไปเผาไฟ เพื่อไม่ให้เธอได้เป็นนกอีก หลังจากนั้นได้จัดงานอภิเษกสมรสกับซูไบดาและครองบ้านเมืองอย่างมีความสุข

 

นิทานพื้นบ้านภาคใต้

 

 นิทานพื้นบ้านภาคใต้-กินเหล้าแล้วอายุยืน

          นานมาแล้วมีเรื่องเล่าว่า ชายคนหนึ่งชอบกินเหล้าเป็นชีวิตจิตใจ งานการก็ไม่เคยนำพาเรื่องบุญกุศลก็ไม่เคยทำ แต่การทำบาปแกก็ไม่เคยทำเช่นกัน ครอบครัวของแก มีอยู่ด้วยกันสามคน คือ ตัวแกเองพร้อมด้วยเมียและลูกอีกคนหนึ่ง ชายคนชอบกินเหล้าผู้นี้คิดอยู่เสมอว่าก่อนที่แกจะตายลงนั้นก็ขอให้ลูกชายได้บวชเสียก่อน เพราะแกอยากเห็นชายผ้าเหลืองของลูก แต่ชายคนนั้นก็ได้ตายลงเสียก่อนที่จะได้บวชลูก เมื่ออายุของแกได้ห้าสิบปีพอดีก่อนที่จะตายนั้น แกได้สั่งให้ลูกเมียของแก เอาเหล้าใส่โลงไปด้วยสักสองสามขวดเผื่อหิวเหล้าขึ้นมาก็จะได้กินในปรโลก

เมื่อชายคนนั้นได้ลงไปอยู่ในเมืองนรกแล้ว ยมบาลก็ถามว่า

“ทำไมถึงได้ชอบกินเหล้านักล่ะ เหล้านั้นมันเอร็ดอร่อยมากหรือไรกัน”

แกก็ตอบออกไปว่า

“อันเหล้านั้น ถ้าได้กินมันเข้าไปแล้ว ก็จะ…….รู้รสชาติทันทีว่า ไม่มีอะไรแล้วในโลกมนุษย์จะอร่อยเท่า บอกไม่ถูกอธิบายไม่ได้ว่ามันมีรสชาติอย่างไร ต้องกินดูเองถึงจะ……รู้”

ยมบาลจึงพูดว่า

“ในเมืองนรกของเรานี้ไม่มี ไม่งั้นแล้วเราจะลองชิมดูว่ามันจะเอร็ดอร่อยเหมือนดังคำกล่าวของท่านจริงหรือไม่”

ชายผู้ชอบกินเหล้าคนนั้นจึงบอกกับยมบาลว่า “แกได้นำมันมาด้วย ถ้ายมบาลจะลองชิมดูก็มีให้ลอง”

ยมบาลจึงได้ชิมเหล้าของชายคนนั้นเข้าไป ชิมไปๆ ยมบาลก็ชักติดใจในรสชาติของมัน จึงได้ขอเหล้าชายคนนั้นกินจนหมดขวด ยมบาลจึงได้เมาขึ้นมาทันที เพราะไม่เคยกินเหล้ามาก่อน หรือเพราะคอยังอ่อนอยู่นั่นเอง ในเวลาต่อมา ยมบาลก็ได้ชอบพอกันกับชายคนนั้น จนกระทั่งสัญญาเป็นเพื่อนเกลอกัน แล้วบอกชายคนนั้นว่า

“ถ้าแกต้องการอะไร ที่พอผ่อนปรนกันแล้ว ก็ขอให้บอกมาเถิด เราจะช่วยเหลือ”

ชายคนนั้นจึงบอกยมบาลว่า

“ในชีวิตของแกไม่เคยได้ทำบุญอะไรเลย แกจึงอยากเห็นชายผ้าเหลืองของลูกชายสักครั้ง”

แล้วแกจึงขอร้องต่อยมบาลว่า

“ขอมีอายุต่อไปอีกแค่ปีเดียวเท่านั้น เพื่อบวชลูกชายได้หรือไม่”

ด้วย ความรักใคร่สงสารต่อชายผู้นั้นเป็นพิเศษ ยมบาลก็อนุญาตด้วยการต่ออายุให้ แล้วลงไว้ในบัญชีของยมโลก โดยยมบาลเพิ่มอายุให้อีกหนึ่งปี จึงได้เขียนเลข 1 ต่อจากเลข 50 ซึ่งเป็นอายุขัยของชายผู้นั้นลงในบัญชีทันที แต่ด้วยความเมาของยมบาลเอง จึงเลยลืมลบเลข 0 ออกเสียก่อน จึงกลายเป็นว่าชายคนนั้นมีอายุไปจนถึง 501 ปี

เมื่อยมบาลต่ออายุให้แล้ว ชายผู้ชอบกินเหล้าคนนั้นก็ได้ฟื้นกลับมีชีวิตขึ้นอีกครั้ง แกก็ได้จัดการบวชลูกชาย จนได้เห็นชายผ้าเหลืองสมความตั้งใจแล้ว แกก็รอวันตายของแกเรื่อยมาแต่ก็ไม่ตายสักที จนกระทั่งเมีย ลูก หลาน เหลน ได้พากันตายไปแล้วเกือบทุกคนแต่แกก็ยังไม่ตายอยู่นั่นเอง ทำให้ชายผู้นั้นมีชีวิตอยู่อย่างทรมานใจเป็นอย่างยิ่งที่จำเป็นต้องอยู่ และเห็นคนที่แกรักตายจากไปทีละคนสองคนอยู่เสมอ

 

นิทานพื้นบ้านภาคใต้ 

 

นิทานพื้นบ้านภาคใต้-หมู่บ้านโคกพระ

           ในอดีตมีหมู่บ้านหนึ่งเป็นหมู่บ้านที่ไม่มีพระอยู่เลย แต่ภายหลังได้มีพระธุดงมาปักกรดที่ใกล้ ๆ หมู๋บ้านชาวบ้านเห็นจึงได้นิมนต์พระรูปนั้นไปประจำที่หมู่บ้านแต่หมู่บ้านนี้ไม่มีวัดชาวบ้านจึงช่วยกันปลูกกระท่อมให้พระได้อาศัย แต่เมื่อถึงหน้าฝน น้ำก็ท่วมถึงที่พระอาศัย ทำให้พระเดือดร้อน ชาวบ้านจึงย้ายไปที่ใหม่ให้กับพระพอดีหน้าหมู่บ้านมีที่ดินสูงน้ำท่วมไม่ถึงคเหมาะแกการปลุกที่พักให้กับพระ ชาวบ้านจึงปลุกที่พักให้อยู่บนดอนสูง และเรียกชื่อนั้นว่า “โคกพระ” ต่อมากะมีคนนำชื่อที่พักอาศัยมาตั้งเป็นหมู่บ้านโดยให้ชื่อว่า “หมู่บ้านโคกพระ” และชาวบ้านรุ่นต่อ ๆ ไปกะเรียกกันติดปากว่า “หมู่บ้านโคกพระ”จนถึงสมัยนี้ ส่วนวัดที่พระอาศัยนั้นปัจจุบันเหลือแต่ความทรงจำและคำบอกเล่าของคนแกที่เล่าให้หลาน ๆ ฟังสืบทอดต่อ

 

นิทานพื้นบ้านภาคใต้

 

นิทานพื้นบ้านภาคใต้-ลูกเนรคุณ

             มียายแก่คนหนึ่งอยู่กินกับลูกชายและลูกสะใภ้ แก่มากแล้ว ทำอะไรก็ไม่ค่อยได้ ลูกสะใภ้จึงไม่ชอบเที่ยวด่าว่าแม่ยายอย่างนั้นอย่างนี้ ในตอนที่รับประทานข้าวก็จะเอาน้ำที่อยู่ในบ่อใส่น้ำแกง ทำให้น้ำแกงจืดรับประทานไม่ได้ บางครั้งแกงเผ็ดจนเกินไป แต่ตอนที่ทำให้สามีรับประทานก็จะทำอาหารดี ๆ พอถึงเวลา
ลูกชายกลับมาบ้าน แม่ก็บอกลูกชายว่าสะใภ้ทำแกงรับประทานไม่ได้ บางครั้งเผ็ด บางครั้งเค็ม บางครั้งจืด ข้างฝ่ายลูกเห็นว่าแม่พูดเรื่อย ๆ ก็หาว่าแม่แก่ปากเปียก เพราะแกงที่เมียทำไว้ให้สามีนั้นอร่อยดี ลูกชายก็โกรธจึงชวนกันสองคนสามีภรรยา เอาแม่ห่อเสื่อไว้ว่าจะพาไปเผาในป่าช้า พอถึงป่าช้าก็ลืมไม้ขีดไฟและก็ใกล้ค่ำแล้วด้วย ฝ่ายสามีก็ใช้ภรรยาไปเอาไม้ขีดที่บ้าน ภรรยาก็ไม่กล้าไปสามีจะมาเอาเองภรรยาก็ไม่กล้าอยู่คนเดียว ก็เลยชวนกันกลับบ้าน ทั้งสองคนปล่อยให้แม่อยู่ในป่าช้า ฝ่ายแม่เมื่อลูกกลับไปบ้านแล้วก็คลานออกจากเสื่อไปในป่าพอดีในป่านั้นก็มีโจรไปปล้นบ้านเขามา และนั่งแบ่งเงินกันอยู่ แต่ยายแก่ไม่รู้เรื่องว่าโจรปล้นเงินมา พอคลานไปถึงก็พูดขึ้นว่า “ไอ้คนเนรคุณ” โจรได้ยินก็ตกใจหนีหมด ทิ้งเงินไว้มากมายยายแก่ก็เก็บเงินนั้นแล้วก็พาไปบ้าน ฝ่ายลูกเห็นแม่พาเงินมามากก็พูดว่า เราทิ้งแม่ไว้ในป่าช้า แม่ได้เงินมากมายแต่แม่ก็ไม่ให้ใช้ ฝ่ายแม่ได้ยินก็บอกว่าเงินนั้นแม่ให้ทั้งหมด แต่ให้เอาเงินนั้นไปซื้อแม่มาให้คนหนึ่งซื้อแม่ใครก็ได้ที่เขาขาย ลูกชายก็พาเงินนั้นเดินไปทั่วทุกเมืองก็หาซื้อไม่ได้ก็เลยต้องกลับบ้าน แต่พอมาถึงบ้านแม่ก็บอกให้ลองไปหาซื้อเมียดูบ้าง พอให้ไปหาซื้อเมียมาก็ปรากฎว่าซื้อได้ นี่แหละเขาว่าซื้ออื่นซื้อได้แต่ซื้อแม่ซื้อไม่ได้ ฝ่ายเมียเมื่อเห็นว่าตนเองและสามีพาแม่ไปปล่อยในป่าช้าได้เงินมามากมาย ก็ใช้สามีพาตนเองไปเผามั่ง สามีก็เอาเสื่อม้วนพาไปในป่าช้า และก็จุดไฟเผาภรรยา ภรรยาก็ถูกไฟคลอกตาย

 

 นิทานพื้นบ้านภาคใต้

 

นิทานพื้นบ้านภาคใต้-ตำนานพระขวาง

         พระขวางเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่ประดิษฐานอยู่ในวัดพระขวาง ซึ่งเป็นวัดที่ตั้งอยู่ ณ ตำบลขุนกระทิง อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร

ตำนานเล่าสืบต่อกันมาว่า พระพุทธรูปองค์นี้ลอยตามน้ำมาจากพม่าจนมาติดขวางอยู่หน้าวัดร้างแห่งนี้ ชาวบ้านจึงใช้เชือกลากเพื่อนำไปไว้ในวัดแต่ลากไม่ขึ้น ตกกลางคืนพระองค์นี้ได้เข้าฝันชาวบ้านว่าให้
สร้างที่อยู่ให้เรียบร้อยและเอาสายสิญจน์เจ็ดเส้นพันรอบองค์พระแล้วจะขึ้นเอง วันรุ่งขึ้นจึงมีการปฏิบัติตามและสามารถนำพระขึ้นมาประดิษฐานได้ จึงมีการขนานนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า “พระขวาง” และเป็นที่มาของชื่อไวัด้วยเมื่อพระขวางเป็นพระพุทธรูปประจำวัดแล้ว ปรากฏเหตุการณ์ประหลาดกล่าวคือ พระและสามเณร
ในวัดค่อย ๆ หายไปเรื่อย ๆ ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้แก่ชาวบ้านและพระภิกษุในวัดเป็นอย่างยิ่ง จนตกกลางคืนวันหนึ่งมีชาวบ้านแอบดูพระพุทธรูปองค์นี้และพบเห็นพระกินเด็กและสามเณร จึงนำความไปแจ้งต่อ
เจ้าอาวาสวัด เจ้าอาวาสจึงใช้ยันต์ปิดไว้และได้นำ “ปรอท” ซึ่งบรรจุอยู่ในองค์พระออก นับแต่นั้นเป็นต้นมาก็ไม่ปรากฎว่ามีใครหายไปอีกเลย

 

นิทานพื้นบ้านภาคใต้

 

นิทานพื้นบ้านภาคใต้-ตากใบ

เมื่อประมาณ 400 ปีมาแล้ว ในราวสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น มีพ่อค้าจีนคนหนึ่งล่องเรือสำเภามาจากประเทศจีน เพื่อไปขายสินค้ายังแหลมมลายู ในเรือสำเภานั้นได้บรรทุกสินค้า เครื่องปั้นดินเผามาเต็มลำเรือ เช่น เครื่องลายคราม ชามเบญจรงค์ โอ่ง ไห ลายมังกร เป็นต้น สินค้าเหล่านี้มีลวดลายสีสันงดงามมาก

วันหนึ่งขณะที่เรือสำเภาแล่นอยุ่กลางทะเลใกล้ปากอ่าวทางตอนใต้ของไทย ได้บังเกิดลมพายุ คลื่นลมแรงจัดมาก จนในที่สุดเรือกำลังจะจม พ่อค้าจีนจึงได้สั่งให้ปลดใบเรือลง จากนั้นเรือค่อย ๆ จมลงในท้องทะเล

พ่อค้าจีน ไต้ก๋ง พร้อมลุกเรือทุกคนได้พยายามช่วยเหลือตัวเองจนสามารถขึ้นเกาะที่อุดมสมบุรณ์แห่งหนึ่งได้ทุกคน เมื่อคลื่นลมสงบ ทุกคนจึงพากันไปกู้เรือและนำสินค้าขึ้นฝั่งได้สำเร็จ จากนั้นจึงเอาใบเรือเสื้อผ้า ขึ้นไปตากตามต้นไม้และกิ่งไม้

มีแขกมลายูคนหนึ่งมีอาชีพตัดไม้ไปขาย ได้มาตัดไม้ใกล้บริเวณที่พ่อค้าจีนตากใบเรือและเสื้อผ้า เมื่อเห็นสิ่งเหล่านั้น แขกมลายูจึงคิดที่จะขดมย จึงไปตัดต้นไม้ที่มีเสื้อผ้าตากอยู่ แต่พ่อค้าจีนและลูกเรือกลับมาเห็นเสียก่อนจึงร้องตะโกนขึ้นว่า เจ๊ะ….เฮ้ ๆ ๆ ๆ เอาเสื้อผ้าอั้วคืนมา แขกมลายูตกใจมาก จึงกล่าวขอโทษและรักปากว่าจะไม่ทำอย่างนี้อีก พ่อค้าจีนและลูกเรือทั้งหมดจึงยกโทษให้ และได้อาศัยทำมาหากินบนเกาะนี้อย่างมีความสุข

ต่อมาได้มีพ่อค้าสำเภาาจีนลำอื่นล่องเรือมาค้าขายบนเกาะนี้มากขึ้น สินค้าส่วนใหญ่ที่นำมาขายมีชามเบญจรงคฺ์ โอ่ง ไหลายมังกร เครื่องลายคราม จนทำให้ชาวเกาะแห่งนี้มีเครื่องใช้เหล่านี้ทุกครัวเรือน นับเป็นการนำศิลปะ ประติมากรรมมาเผยแพร่ในประเทศไทย จนถึงทุกวันนี้ ซึ่งสามารถไปชมได้ที่วัดชลธาราสิงเห อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส”

ขอย้ำว่าที่คัดมาเป็นนิทานของชาวบ้านที่นราธิวาส ซึ่งสะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างคนมลายูพื้นเมืองกับพ่อค้าจีน ที่มาจากทางทะเลตรงตามสภาพภูมิศาสตร์จริงๆ

 

นิทานพื้นบ้านภาคใต้ 

 

นิทานพื้นบ้านภาคใต้-เขาทะนาน

เขาทะนาน ตั้งอยู่ชายฝั่งอันดามัน ที่บ้านมะหงัง ตำบลทุ่งบุหลัง อำเภอทุ่งหว้า เนินเขาสูงชั้น มีธรรมชาติสวยงดงาม มีสำนักสงฆ์และสุเหร่า สำหรับปฏิบัติธรรมของชาวไทย และชาวไทยมุสลิมภูเขาแห่งนี้ มีตำนานเล่ากันมา มีตา ยาย ๒ คน นับถือศาสนาพุทธ ตั้งบ้านเรือนอยู่บ้านพระม่วง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง มีลูกชายหนึ่งคนเป็นบุคคลที่ลักษณะดี อยู่มาวันหนึ่งมีเรือสำเภาของพ่อค่าต่างชาติ ได้นำสินค้ามาขายท่าเรือกันตัง ทั้งสามคนไปชมสินค้า ขณะชมอยู่นั้น นายสำเภาได้เห็นลูกชายตายายน่ารักและสงสาร ขอเป็นบุตรบุญธรรม สองตายายจึงยกให้เพราะเห็นลูกชายจะได้อยู่สุขสบายนายสำเภาขายสินค้าหมดจึงออกเรือ พร้อมบุตรบุญธรรม จำหน่ายสินค้าไปยังที่ต่าง ๆ จนร่ำรวยเป็นเศรษฐี เด็กชายที่นำมาเลี้ยงมีความสุขในกองเงินกองทองจนลืมคิดถึงสองตายาย ไม่ได้กลับบ้านมานาน เล่าเรียนหนังสือให้สมได้ดี ครั้นโตขึ้นก็แต่งงานกับลูกสาวนายสำเภา อยู่กินอย่างมีความสุข ฝ่ายภรรยาคิดถึงพ่อสามี รบเร้าให้ไปหา สามีพยายามบ่ายเบี่ยงหลายครั้ง แต่ทนรบเร้าของภรรยาไม่ไหว จึงส่งข่าวให้สองตายายทราบล่วงหน้าฝ่ายสองตายายทราบข่าวดีใจมาก บอกเพื่อนบ้าน ญาติมิตรให้ทราบจัดที่รับรอง พอใกล้ถึงเวลากลับ สองตายายฆ่าหมู ๑ ตัว เพื่อเลี้ยงรับรองครั้นถึงเวลาที่ลูกชายกลับ สองสามีภรรยานำเรือมาจอดท่าเรือกันตัง ส่งลูกเรือไปสืบดูว่า สองตายายมาหรือไม่ จึงชวนภรรยาขึ้นไปหา ลูกชายเห็นสองตายายยากจน ไม่ยอมรับว่าเป็นบิดามารดา จึงหันหลังกลับ ฝ่ายยายพยายามดึงแขนลูกไว้ ลูกชายดิ้นรนหนีไม่ได้ แม่เกิดความเสียใจมากถึงกับสาปแช่งว่า หากเป็นลูกชายของตนแล้ว ขออย่าให้ออกจากฝั่งไปได้ ขอให้มีอันเป็นไปต่าง ๆนานา แต่ไม่ลืมหมูย่างไปวางไว้ที่เรือสำเภา ขณะที่ชุมชนวุ่นวายอยู่นั้น เกิดพายุใหญ่พัดมา ทำให้เรือสำเภาแตก สิ่งของกระจัดกระจายลอยไปในทะเล ในที่สุดมีผู้เฒ่าเล่าว่า เรือสำเภากลายเป็นเกาะเภตรา สายสมอเป็นหินสายสมอ ตะบัน (ผ้าโพกหัวมุสลิม) เป็นภูเขาบัน หมูย่างเป็นเกาะสุกร เครื่องตวงสินค้าในเรือ เป็นภูเขาป้อย ภูเขาแล่ง ภูเขาทะนาน เมื่อ๗๐ปีที่ผ่านมาภิกษุรูปหนึ่งมาจากพัทลุงมาปักกลดและสร้างสำนักสงฆ์ขึ้นและสร้างรูปปั้นไว้รูปหนึ่ง

 

นิทานพื้นบ้านภาคใต้

 

นิทานพื้นบ้านภาคใต้-แก่นข้าว

           เป็นนิทานพื้นบ้านที่เล่ากันในจังหวัดสงขลา มีเนื้อเรื่องว่า ในสมัยก่อนมนุษย์เราไม่รู้จักกินข้าว คงกินแต่รำข้าว เมื่อทำนาได้ข้าวก็จะฝัดเอาแต่รำมากินส่วนเมล็ดข้าวซึ่งเรียกว่า”แก่นข้าว”จะทิ้งเป็นกองๆอยู่ทั่วไปต่อมามีครอบครัวหนึ่งลูกเล็กคนหนึ่งไม่ยอมกินรำข้าว เมื่อพ่อแม่จะต้มรำข้าวให้กินเหมือนลูกคนอื่นทั่วไปเด็กคนนั้นจะไม่ยอมกินและร้องขึ้นทุกครั้งจนพ่อแม่รู้สึกรำคาญจึงพูดประชดว่า “หมึงอีกินอ้ายไหรหา ร้องๆเดี๋ยวกูต้มแก่นข้าวให้กินให้ตาย ๆ ไปเสียแหละ” พอพ่อแม่พูดเช่นนั้น ลูกคนนั้นก็หยุดร้อง แต่อยู่สักครู่ก็ร้องอีกพ่อแม่จึงพูดด้วยอารมณ์เสียอีกว่า “ทีนี้กูเอาแก่นข้าวมาต้มให้กินจริง ๆ แหละ ร้องไปต้า” ลูกคนนั้นก็หยุดร้องอีก พ่อแม่จึงไปเอาแก่นข้าวต้มให้กินจริงปรากฏว่าลูกคนนั้นดีอกดีใจ กินข้าวได้มาก และเมื่ออิ่มก็นอนหลับ ฝ่ายพ่อแม่ตกใจมากนึกว่าลูกตายแล้ว เพราะกินแก่นข้าวซึ่งคนเขาไม่กินกันเข้าไปมาก
ก็ได้แต่ร้องห่มร้องไห้ ฝ่ายลูกนอนหลับสักครู่ก็ตื่นขึ้นมายิ้มแล้วหัวเราะอย่างสุขใจ พ่อแม่เห็นเช่นนั้นก็ดีใจจึงต้มแก่นข้าวให้ลูกกินเรื่อยมา จนข่าวนี้ลือไปทั่ว คนจึงได้หันมากินแก่นข้าวแทนรำข้าวกันตั้งแต่มาจนทุกวันนี้

 

นิทานพื้นบ้านภาคใต้ 

 

นิทานพื้นบ้านภาคใต้-นายดั้น

          นิทานเรื่อง นายดั้น เขียนบันทึกลงในสมุดข่อย ต้นฉบับเป็นของวัดท่าเสริม อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ระยะเวลาที่แต่งนิทาน คงอยู่ในระยะรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๓ แต่งด้วยกาพย์ ๓ ชนิดคือ กาพย์ยานี ๑๑ กาพย์ฉบัง ๑๖ และกาพย์สุรางคนาง ๒๘ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความบันเทิง สวดอ่านนิทานในยามว่างนิทานเรื่องนายดั้น มีเนื้อเรื่องดังนี้นายดั้น เป็นคนตาบอดใส อยากได้นางริ้งไรเป็นภรรยา จึงส่งคนไปสู่ขอและนัดวันแต่ง โดยฝ่ายนางริ้งไรไม่รู้ว่าตาบอด เมื่อถึงวันแต่งงานนายดั้นพยายามกลบเกลื่อนความพิการของตนโดยใช้สติปัญญาและไหวพริบต่าง ๆ แก้ปัญหา เมื่อขบวนขันหมากมาถึงบ้านเจ้าสาว เจ้าภาพขึ้นบนบ้าน นายดั้นกลับนั่งตรงนอกชาน เมื่อคนทักนายดั้นจึงแก้ตัวว่า”ขอน้ำสักน้อย ล้างตีนเรียบร้อย จึงค่อยคลาไคล ทำดมทำเช็ด เสร็จแล้วด้วยไว แล้วจึงขึ้นไป ยอไหว้ซ้ายขวา”
ขณะอยู่กินกับนางริ้งไร วันหนึ่งนางริ้งไรจัดสำรับไว้ให้แล้วลงไปทอผ้าใต้ถุนบ้าน นายดั้นเข้าครัวหาข้าวกินเองทำข้าวหกเรี่ยราดลงใต้ถุนครัว นางริ้งไรร้องทักว่าเทข้าวทำไม นานดั้นจึงแก้ตัวว่า”เป็ดไก่เล็กน้อยบ้างง่อยบ้างพลีย ตัวผู้ตัวเมีย ผอมไปสิ้นที่ อกเหมือนคมพร้า แต่เพียงเรามา มีขึ้นดิบดี หว่านลงทุกวัน ชิงกันอึ่งมี่ กลับว่าเรานี้ ขึ้งโกรธโกรธา”วันหนึ่งนางริ้งไรให้นายดั้นไปไถนา นายดั้นบังคับวัวไม่ได้ วัวหักแอกหักไถหนีเตลิดไป นายดั้นจึงเที่ยวตามวัว ได้ยินเสียงลมพัดใบไม้แห้งชายป่า เข้าใจว่าเป็นวัว จึงวิดน้ำเข้าใส่เพื่อให้วัวเชื่อง นางริ้งไรมาเห็นเข้าจึงถามว่าทำอะไร นายดั้นได้แก้ตัวว่า”พี่เดินไปตามวัว ปะรังแตนแล่นไม่ทัน จะเอาไฟหาไม่ไฟ วิดน้ำใส่ตายเหมือนกัน ครั้นแม่บินออกพลัน เอารังมันจมน้ำเสีย”อยู่มาวันหนึ่งนายดั้นจะกินหมาก แต่ในเชี่ยนหมากไม่มีปูน จึงร้องถามนางริ้งไร นางบอกที่วางปูนให้
แต่นายดั้นหาไม่พบ ได้ร้องถามอีกหลายครั้งแต่ก็ยังหาไม่พบ นายดั้นจึงร้องท้าให้นางริ้งไรขึ้นบ้านมาดู หากปูนมีตามที่บอก จะยอมให้นางริ้งไรเอาปูนมาทาขยี้ตานางริ้งไรจึงเอาปูนมาทาขยี้ตานายดั้นนายดั้นถือโอกาสจึงร้องบอกว่าตาบอดเพราะปูนทานางริ้งไรจึงต้องหายามารักษาจนตาหายบอดได้บวชเรียน

 

 นิทานพื้นบ้านภาคใต้

 

นิทานพื้นบ้านภาคใต้ เรื่อง งูน้ำ

         นิทานเรื่องงูน้ำเป็นนิทานประเภทอธิบายความว่าเหตุใดงูจึงไม่มีพิษ เล่ากันว่าแต่เดิม งูน้ำเป็นงูชนิดเดียวที่มีพิษและมีพิษร้ายแรงมากเพียงแต่กัดรอยเท้าของใครเข้าเจ้าของรอยเท้านั้นก็จะถึงแก่ความตาย อยู่มาวันหนึ่งงูน้ำได้กัดชายคนหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า “อ้ายไม่ตาย”

หลังจากนายอ้ายไม่ตายถูกงูน้ำกัดตายแล้วชาวบ้านก็ลือกันว่า “งูน้ำกัดนายอ้ายไม่ตายเสียแล้ว” บางก็พูดว่า “งูน้ำกัดนายอ้ายไม่ตายแล้ว” เมื่องูน้ำรู้ข่าวนี้ก็เสียใจและเจ็บใจตัวเองว่าพิษร้ายของตนเองเสื่อมถึงที่สุดแล้วเพราะแต่ก่อนเพียงกัดแค่รอยเท้าใครผู้นั้นก็ตาย มาคราวนี้กัดถูกเท้าจริง ๆ กลับไม่ตาย งูน้ำน้อยใจมากจึงไปสำรอกพิษทิ้งทั้งหมด พิษที่สำรอกออกมานั้นไปติดอยู่ที่ต้นรังทังช้างรังทังไก่ หมามุ่ย

พวกงูชนิดอื่น ๆ พากันไปอมพิษนั้นไว้ งูที่ไปถึงก่อนก็ได้แก่ งูจงอาง งูเห่า งูกะปะ เป็นต้น พวกนี้จึงมีพิษร้ายแรง ส่วนงูและสัตว์อื่น ๆ ที่ไปทีหลังจะได้พิษลดน้อยลงเรื่อย ๆ เช่น งูเขียว ตะขาบ ส่วนต้นรังทังช้าง รังทังไก่ หมามุ่ย ก็มีพิษเหลืออยู่บ้างใครไปถูกก็โดนพิษดังที่เป็นอยู่ตราบเท่าทุกวันนี้ ในปัจจุบันงูน้ำจึงไม่มีพิษร้ายแรง

 

 นิทานพื้นบ้านภาคใต้

 

นิทานพื้นบ้าน ตำนานภาคใต้ เรื่องขอนคลาน

           ขอนคลาน เป็นตำบลหนึ่งในอำเภอทุ่งหว้า มีตำนานเล่าสืบต่อกันมาว่า มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งไปจับปลาในทะเล หลังจากจับปลาได้พอสมควร จึงชวนกันไปพักผ่อนที่ชายหาดแห่งหนึ่ง ซึ่งมีขอนไม้ขนาดใหญ่ตั้งวางอยู่ บางคนนำมะพร้าวอ่อนมาปอกกินบนขอนไม้ บางกลุ่มก่อไฟผิง ขณะที่ชาวประมงเอามีดสับบนขอนไม้และก่อไฟผิงนั้น ทำให้ขอนไม้นั้นเคลื่อนไปข้างหน้า ภาษาถิ่นใต้เรียกว่า “คลาน” ทำให้ชาวประมงเหล่านั้นแปลกใจ จึงร้องอุทานออกมาพร้อมกันว่า “ขอนคลาน ขอนคลาน ขอนคลาน” ซึ่งแท้จริงแล้ว ขอนไม้นั้นไม่ใช่ ขอนไม้ตามที่เข้าใจกัน แต่เป็นงูขนาดใหญ่ ซึ่งนอนนานเกินไปจนตะไคร่น้ำจับหญ้าขึ้นเต็มไปหมด เมื่อได้รับความร้อน และถูกสับด้วยพร้า จึงเจ็บปวดและคลานจากไป นี่คือที่มาของ “บ้านขอนคลาน”

 

นิทานพื้นบ้านภาคใต้ 

 

นิทานพื้นบ้านภาคใต้ – ปลาแก้มช้ำ

         กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีครอบครัวอยู่ครอบครัวหนึ่ง มีอยู่ด้วยกันสี่ชีวิต ตา ยาย หมา และแมว ยายนั้นมีแหวนอยู่วงหนึ่งงามมาก หมาเมื่อได้เห็นแหวนของยาย แล้วก็ให้นึกชอบอยู่ในใจของมันยิ่งนัก

ต่อมาไม่นาน หมาก็ได้ลักแหวนของยายไปเสีย ตายายจึงใช้ให้แมวตามไป เอาแหวนคืนมาจากหมาให้ได้ แมวก็ได้ตามไปทันหมาที่สะพานแห่งหนึ่งซึ่งหมากำลัง ข้ามอยู่บนสะพานนั้นพอดี แมวจึงได้ร้องถามหมาขึ้นว่าได้ลักแหวนของยายมาบ้างไหม หมาจึงอ้าปากจะพูดโต้ตอบกับแมว เลยทำให้แหวนที่มันคาบอยู่นั่นหล่นลงไปในคลอง เสีย และก็บังเอิญในคลองนั้นได้มีฝูงปลาฝูงหนึ่งอาศัยอยู่ แหวนวงนั้นจึงได้ถูกปลาตัว หนึ่งคาบเอาไป

เมื่อแหวนได้ตกลงไปในคลองเสียเช่นนั้นแล้ว หมากับแมวก็ได้หันหน้า เข้าหากันเพื่อปรึกษาหารือที่จะงมแหวนจากคลองนั้นให้ได้ โดยหมาได้รู้สึกนึกผิดที่ได้ลัก เอาของมีค่าของผู้มีพระคุณของมันมา มันจึงได้บอกกับแมวว่า มันจะต้องเอาแหวนนั้น ไปคืนยายให้ได้ มิฉะนั้นแล้วมันก็จะไม่กลับไปบ้านของตายายอีกเป็นอันขาด หมาจึงได้ลงไปดำว่ายอยู่ในคลองเพื่อหาแหวนแต่ก็ไม่พบแต่อย่างใด มันจึง คิดที่จะวิดน้ำในคลองนั้นให้แห้งเสียเลย หมาจึงได้ลงไปในคลองนั้นแล้วก็ขึ้นมาสะบัดน้ำ ออกจากตัวมันได้ทำอยู่เช่นนั้นทั้งวันทั้งคืน ฝ่ายปลาที่อาศัยอยู่ในคลองนั้นต่างก็ตกใจกลัวว่าน้ำจะแห้งแล้วพวกตนก็จะ พากันตายหมด หัวหน้าฝูงปลาจึงได้มาพูดขอร้องกับหมาทันทีโดยให้หมายุติการวิด คลองเสีย แล้วตนก็อาสาเอาแหวนมาคืนให้ หัวหน้าฝูงปลาจึงได้พาบริวารออกค้นหา ปลาตัวที่คาบแหวนนั้นไปจนพบ แล้วก็ได้ขอแหวนคืนให้หมาแต่โดยดี แต่ปลาตัวนั้นก็ ไม่ยอมคืนให้ ปลาทั้งฝูงจึงโกรธปลาตัวนั้น ก็ได้พากันเข้าตบตียื้อแย่งเอาแหวนวงนั้นมา และได้นำไปให้หมาได้ในที่สุด

ในการยื้อแย่งเอาแหวนจากปลาด้วยกันครั้งนั้น ปลาตัวที่มีแหวนอยู่ในครอบ ครองก็ได้ถูกเพื่อน ๆ ปลาตบตีเอาจนแก้มทั้งสองช้ำชอกยิ่งนัก ปลาตัวนั้นจึงได้แก้มช้ำ มาตั้งแต่บัดนั้นและมันก็ได้มีเผ่าพันธุ์ต่อมา ปลาทุกตัวที่สืบเชื้อสายมาจากปลาตัวนี้ก็ ล้วนแต่มีลักษณะคล้ายกับแก้มช้ำเหมือนกันหมด จึงได้เรียกชื่อปลาชนิดนี้ตามลักษณะ ของมันว่า “ปลาแก้มช้ำ” มาจนทุกวันนี้

 

นิทานพื้นบ้านภาคใต้ 

 

นิทานพื้นบ้านภาคใต้ กงหรา

             คำว่า “กงหรา” มีประวัติความเป็นมาในเชิงนิทานปรัมปราว่า ในสมัยก่อนบริเวณอำเภอกงหรา เป็นทะเลกว้างใหญ่ มีอาณาเขตติดต่อไปถึงประเทศจีน สมัยนั้นมีครอบครัวหนึ่ง บิดาชื่อพญาโฮ้ง มีบุตร 3 คน คนโตเป็นชาย อยู่มาวันหนึ่งบุตรชายคนโตได้ขออนุญาตบิดาไปทำงานที่เมืองจีน จนเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้ากรุงจีน จึงได้ชวนบุตรชายพญาโฮ้งเข้าไปทำงานในราชวัง ต่อมาพระเจ้ากรุงจีนทรงเห็นว่า บุตรชายพญาโฮ้งทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต จึงยกพระราชธิดาให้อภิเษกกัน แล้วยกเมืองให้ปกครองแทนตน คนทั่วไปเรียกว่า “พระเจ้ากรุงจีน” ต่อมาพระเจ้ากรุงจีนทรงคิดถึงบ้านเกิดจึงได้ชวนภรรยาเดินทางกลับมาเยี่ยมบ้าน ฝ่ายพญาโฮ้งทราบว่าบุตรจะมาเยี่ยมก็ไปรอรับอยู่ที่ท่าน้ำ ครั้นบุตรชายเดินทางมาถึง เห็นสภาพบิดาอยู่ในฐานะยากจนเกิดความละอายภรรยา จึงไม่ยอมรับว่าเป็นบิดา มารดาของตนเอง ฝ่ายพญาโฮ้งเห็นบุตรแสดงอาการรังเกียจเกิดความน้อยใจกลั้นใจตายกลายเป็นหิน ชาวบ้านเรียกว่า “เขาพญาโฮ้ง” ตั้งอยู่ที่บ้านพญาโฮ้ง หมู่ที่ 6 ตำบลชะรัด อำเภอกงหรา ก่อนตายพญาโฮ้งได้สาปแช่งบุตรชายไว้ว่า หากเดินทางกลับขอให้เรือถูกพายุจมกลางทะเล ซึ่งปรากฏว่าเมื่อบุตรชายพญาโฮ้งเดินทางกลับ ก็ได้ถูกพายุพัดเรือล่มกลางทะเลทุกคนตายหมดกลายเป็นหินเรียกว่า “เขาพญากรุงจีน” ตั้งอยู่ในหมู่ที่ 4,8,9,11 ตำบลกงหรา ส่วนเรือสำเภาพายุพัดจมลงทะเลเห็นแต่กงเรือลอยโผล่ให้เห็นเหนือผิวน้ำ ชาวบ้านเรียกว่า “กงลอยร่า” ซึ่งหมายถึงกงเรือลอยโผล่ให้เห็นเหนือผิวน้ำ แต่ชาวปักษ์ใต้นิยมเรียกชื่อสั้น ๆ จากคำว่า “กงลอยร่า” เป็น “กงร่า” นาน ๆ เข้ากลายเป็น “กงหรา”

 

นิทานพื้นบ้านภาคใต้

 

นิทานพื้นบ้านภาคใต้ เรื่อง งูน้ำ

              แต่เดิมงูน้ำเป็นงูชนิดเดียวที่มีพิษและมีพิษร้ายแรงมากเพียงแต่ กัดรอยเท้าของใครเข้า เจ้าของรอยเท้านั้นก็จะถึงแก่ความตาย อยู่มาวันหนึ่งงูน้ำได้กัดชายคนหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า “อ้ายไม่ตาย” หลังจากนายอ้ายไม่ตายถูกงูน้ำกัดตายแล้วชาวบ้านก็ลือกันว่า “งูน้ำกัดนายอ้ายไม่ตายเสียแล้ว” บางก็พูดว่า”งูน้ำกัดนายอ้ายไม่ตายแล้ว”เมื่องูน้ำรู้ข่าวนี้ก็เสียใจและ เจ็บใจตัวเองว่าพิษร้ายของตนเองเสื่อมถึงที่สุดแล้วเพราะแต่ก่อนเพียงกัดแค่ รอยเท้าใครผู้นั้นก็ตายมา คราวนี้กัดถูกเท้าจริงๆกลับไม่ตายน้อยใจมากจึงไปสำรอกพิษทิ้งทั้งหมด พิษที่สำรอกออกมานั้นไปติดอยู่ที่ต้นรังทังช้างรังทังไก่ หมามุ่ย พวกงูชนิดอื่นๆพากันไปอมพิษนั้นไว้ งูที่ไปถึงก่อนก็ได้แก่ งูจงอาง งูเห่า งูกะปะ เป็นต้น พวกนี้จึงมีพิษร้ายแรงส่วนงูและสัตว์อื่นๆที่ไปทีหลังจะได้พิษลดน้อยลง เรื่อยๆ เช่น งูเขียว ตะขาบ ส่วนต้นรังทังช้าง รังทังไก่ หมามุ่ย ก็มีพิษเหลืออยู่บ้างใครไปถูกก็โดนพิษดังที่เป็นอยู่ตราบเท่าทุกวันนี้ ในปัจจุบันงูน้ำจึงไม่มีพิษร้ายแรง

 

 นิทานพื้นบ้านภาคใต้

 

ตำนานนิทานภาคใต้เรื่องจิงโจ้

          เรื่องมีอยู่ว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีชายคนหนึ่งมีแรงมาก เรินแกอยู่ข้างเขาหลัก นายแรงแกกินยิ่วเข้าไปแกจึงมีแรงมาก อยู่มาวันหนึ่งแกออกไปเที่ยวข้างเขาหลักเห็นแลนตัวหนึ่งคลานอยู่ข้างเขา แกก้าออกกินแลน แกก้าแล่นไปเอาเมดโต้ยักษ์เท่เรินมาอี้ซัดแลน แต่ว่าซัดไม่โถกเมดไปปักบนดิน ดินเท่โถกเมดปักก้ากลายเป็นทางยาวเป็นคลองเรียกว่า ?คลองอีโต้? แกคิดอยู่นานว่าไม่โร้อี้ทำพรืออี้ได้แลน แกก้าแล่นไปเอาจอบเท่เรินพอเอามาถึงแลนแล่นเข้ารูเสียแล้ว แกก้าใช้จอบขุดแลน ทีนี้ดินเท่แกขุดแกไม่เท่เอาไปไหน แกก้าหวิดดินไปข้างหลัง ดินนั้นพูนสูงขึ้นกลายเป็นเขาเรียกว่า ?เขารุน? ทีนี้แลนก้าออกจากรูนั้น นายแรงจับแลนได้ควัดกับเขาโลกหนึ่ง แล้วเลือดแลนติดกับเขาโลกนั้นเป็นสีแดงเรียกเขานั้นว่า ?เขาแดง? พอแลนตายแล้ว แกไม่โร้อี้ทำพรื่อให้แลนสุกกินได้พอแกหันไปเห็นถ้วยน้ำชุบตั้งอยู่บนเขาอีก โลกหนึ่ง ความอยากของแก แกก้าฉีกแลน จุ้มน้ำชุบกินเท่เขานั้น ชาวบ้านเรียกเขานั้นว่า ?เขาจิงโจ้? (อยู่ทางทิศตะวันออกของทางรถไฟ และอยู่ทางเหนือของภูเขาอกทะลุ ในจังหวัดพัทลุง)

 

 นิทานพื้นบ้านภาคใต้

 

ตำนานนิทานภาคใต้-เกาะหนูเกาะแมว

           กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพ่อค้าจีนคนหนึ่งคุมเรือสำเภาจากเมืองจีนมาค้าขายที่เมืองสงขลา เมื่อขายสินค้าหมดแล้วจะซื้อสินค้าจากสงขลากลับไปเมืองจีนเป็นประจำ
วันหนึ่งขณะที่เดินซื้อสินค้าอยู่นั้น พ่อค้าได้เห็นหมากับแมวคู่หนึ่งมีรูปร่างหน้าตาน่าเอ็นดู จึงขอซื้อพาลงเรือไปด้วย หมากับแมวเมื่ออยู่ในเรือนาน ๆ ก็เกิดความเบื่อหน่ายและอยากจะกลับไปอยู่บ้านที่สงขลา จึงปรึกษาหาวิธีการที่จะกลับบ้าน หมาได้บอกกับแมวว่าพ่อค้ามีดวงแก้ววิเศษที่ใครเกาะแล้วจะไม่จมน้ำ แมวจึงคิดที่จะได้แก้ววิเศษนั้นมาครอบครองจึงไปข่มขู่หนูให้ขโมยให้และ อนุญาตให้หนูหนีขึ้นฝั่งไปด้วย ครั้นเรือกลับมาที่สงขลาอีกครั้งหนึ่ง หนูก็เข้าไปลอบเข้าไปลักดวงแก้ววิเศษของพ่อค้าโดยอมไว้ในปาก แล้วทั้งสาม ได้แก่ หมา แมว และหนู หนีลงจากเรือว่ายน้ำจะไปขึ้นฝั่งที่หน้าเมืองสงขลา ขณะที่ว่ายน้ำมาด้วยกัน หนูซึ่งว่ายน้ำนำหน้ามาก่อนก็นึกขึ้นได้ว่าดวงแก้วที่ตนอมไว้ในปากนั้นมีค่า มหาศาล เมื่อถึงฝั่งหมากับแมวคงแย่งเอาไป จึงคิดที่จะหนีหมากับแมวขึ้นฝั่งไปตามลำพัง ดวงแก้วจะได้เป็นของตนเองแต่เพียงผู้เดียวตลอดไป แต่แมวที่ว่ายตามหลังมาก็คิดจะได้ดวงแก้วไว้ครอบครองเช่นกัน จึงว่ายน้ำตรงรี่เข้าไปหาหนู ฝ่ายหนูเห็นแมวตรงเข้ามาก็ตกใจกลัวแมวจะตะปบจึงว่ายหนีสุดแรงและไม่ทันระวัง ตัวดวงแก้ววิเศษที่อมไว้ในปากก็ตกลงจมหายไปในทะเล เมื่อดวงแก้ววิเศษจมน้ำไปทั้งหนูและแมวต่างหมดแรงไม่อาจว่ายน้ำต่อไปได้ สัตว์ทั้งสองจึงจมน้ำตายกลายเป็น “เกาะหนูเกาะแมว” อยู่ที่อ่าวหน้าเมืองสงขลา ส่วนหมาก็ตะเกียกตะกายว่ายน้ำไปจนถึงฝั่ง แต่ด้วยความเหน็ดเหนื่อยจึงขาดใจตายกลายเป็นหินเรียกว่า “เขาตังกวน” เป็นภูเขาตั้งอยู่ริมอ่าวสงขลา ส่วนดวงแก้ววิเศษที่หล่นจากปากหนูก็แตกแหลกละเอียดเป็นหาดทราย เรียกสถานที่นี้ว่า “หาดทรายแก้ว” ตั้งอยู่ทางเหนือของอ่าวสงขลา

 

นิทานพื้นบ้านภาคใต้

Comments

comments

Sorry, the comment form is closed at this time.